• ปรับขนาดตัวอักษร

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น

Office of Provincial Commercial Affairs Khonkaen

4 ทริคการเตรียมตัวขายออนไลน์ง่าย ๆ

14 ก.ย. 2565 อ่าน [1]

...
4 ทริคการเตรียมตัวขายออนไลน์ง่าย ๆ
เนื่องจากการทำการตลาดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นออนไลน์มากขึ้น หลาย ๆ ธุรกิจที่เป็นออฟไลน์จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน อย่างที่ผู้ประกอบการหลายคนทราบดีว่าการขายแบบออฟไลน์อย่างเดียวจะมีค่าใช้จ่ายที่มากมาย เช่น ค่าเช่า พนักงานขายหรือลูกจ้างในส่วนต่าง ๆ , โฆษณา , การตกแต่งหน้าร้าน รวมถึงค่าน้ำค่าไฟและอื่นๆ
การขายออนไลน์จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการในหลายธุรกิจ เพราะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลง เข้าถึงกลุ่มผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าที่กว้างขึ้น และความสามารถในการทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มหันมาสนใจการค้าออนไลน์กันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เรามี 4 ทริคการเตรียมตัวขายออนไลน์ง่าย ๆ มาบอกกัน
1.กำหนดงบประมาณลงทุน เลือกสินค้าที่จะขาย เตรียมสินค้าให้พร้อม
กำหนดงบประมาณที่จะลงทุน เลือกสินค้าที่จะขาย สามารถใช้หลักในการเลือกดังนี้
เลือกสินค้าตามความต้องการตลาด
สินค้าที่เป็นความต้องการของตลาดต้องอาศัยเทรนด์ที่กำลังมาแรง และขายดี อาศัยความไวอยู่ตลอดเวลา เป็นสินค้าที่นิยมเพราะมีปริมาณความต้องการของผู้บริโภคสูง
ข้อดีคือถ้าทำการตลาดได้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายก็จะขายดี และมีกำไรสูง ข้อเสียคือมีคู่แข่งในตลาดที่สูงมาก แข่งขันสูง ผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะ
เลือกสินค้าตามความชำนาญของตัวเอง
การเลือกขายสินค้าตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถ ที่เห็นได้ชัดเช่น งานศิลปะต่าง ๆ ถ้าสินค้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจะช่วยสร้างรายได้ได้อย่างมากมาย และทำให้ลูกค้าจดจำในแบรนด์ได้ดี การชำนาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจในตัวสินค้าได้เป็นอย่างดี
2. เลือกช่องทางการขายสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
1. Facebook เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัยเพราะเข้าถึงง่ายทุกคนบนโลกสามารถซื้อสินค้าได้ตลอดเวลา ใช้งานง่าย สามารถซื้อขาย และศึกษาข้อมูลสินค้าได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว สามารถลงได้ทั้งรูป , คลิป และไลฟ์สด เพื่อให้การขายมีหลายรูปแบบ
ข้อดี : เป็นการค้าขายออนไลน์ที่มีความเป็นอิสระ ลูกค้าสามารถช็อปปิ้งได้ทุกที่และทุกเวลา โดยสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญคือง่ายต่อการเก็บสถิติ และวิเคราะห์การตลาด ที่สำคัญคือสามารถทำคนเดียวได้
ข้อเสีย : การแข่งขันสูง เพราะใครก็สามารถขายของได้ ลูกค้าจะไม่สามารถเช็คสินค้าก่อนได้ และกฎหมายรวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความชัดเจน
2. Instagram เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุประมาณ 18 – 30 ปี
ข้อดี : สื่อสารด้วยรูปภาพเป็นหลัก เป็นร้านค้าเสมือนจริง และมีการกรองข้อมูลไปตามกลุ่มเป้าหมาย และมีนโยบายความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เนื้อหาบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับบุคคลที่อายุไม่ถึง 13 ปีจะถูกจำกัด
ข้อเสีย : เน้นไปที่รูปภาพมากกว่า ไม่สามารถตั้งโพสต์ล่วงหน้าได้ แต่ด้วยปัญหาด้าน Time Zone อาจส่งผลให้อาจไม่ได้กลุ่มเป้าหมายที่กว้างมากพอ และการยิงโฆษณาไปหากลุ่มเป้าหมายยังไม่แม่นยำเท่า Facebook
3. Tiktok เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุประมาณ 18 – 34 ปี
ข้อดี : อัลกอลิทึมที่เอาใจลูกค้า เพราะการตลาดบน TikTok จะไม่ยัดเยียด หรือฮาร์ดเซลล์จนเกินไป อีกทั้งยังสามารถไลฟ์สดสำหรับซื้อขายได้อย่างง่ายดาย การชำระเงินก็ง่ายเช่นเดียวกัน
ข้อเสีย : หากวิดีโอสินค้าไม่น่าสนใจจะถูกมองข้ามทันที เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องใช้เวลา และใช้เงินทุน เพราะหากอยากให้ผู้ชมเข้าถึงเยอะจะต้องทำคลิปเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างการเข้าถึงและการรับรู้ ซึ่งในการยิงโฆษณาก็จำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนหนึ่งเช่นเดียวกัน
4. Shopee , Lazada เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุประมาณ 18 – 45 ปี
ข้อดี : ผู้ประกอบการสามารถลงขายฟรี ไม่มีค่าคอมมิชชั่น ที่สำคัญคือมีฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่มาก เครื่องมือการขายและทำการตลาดมีประสิทธิภาพสูง และมี Shopee Seller Center ที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการออนไลน์โดยตรง
ข้อเสีย : มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนที่จีนสามารถนำเข้ามาขายเองโดยไม่ต้องมีคนกลาง ต้องมีสต๊อกสินค้าพอขายตลอดเวลา และShopee Mall กับ Lazada Mall จะมีค่าธรรมเนียมการขายสินค้าที่สูง
5. Line My Shop เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุประมาณ 20 – 40 ปี
ข้อดี : หากซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้จะสามารถแจ้งเตือนมาที่ LINE ส่วนตัวได้เลย และสามารถเช็คเลข Track ในการติดตามสินค้าได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถดูพฤติกรรมของลูกค้าได้ชัดเจนกว่า
ข้อเสีย : ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ และไม่สามารถทำแคมเปญเพื่อดึงดูดความสนใจได้อย่างดีพอ
วิธีเลือกช่องทางการขายออนไลน์อย่างมืออาชีพ
เลือกช่องทางให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้า กำหนดเป้าหมายของการขายให้ชัดเจน
เลือกจากพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ต้องชัดเจนว่าธุรกิจอยากขายสินค้าให้กับใคร เช่น เพศ อายุ อาชีพ การศึกษา ฯลฯ แล้ววิเคราะห์ว่าแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไร ช่องทางไหนเหมาะที่สุด
ประเมินค่าใช้จ่ายในแต่ละช่องทางอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการขาดทุน
3. ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย
เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าคนจำนวนมากได้ง่ายและรวดเร็ว โต้ตอบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายได้ทันที แถมยังช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น
การสร้างคอนเทนท์ เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้าบนรูปแบบของออนไลน์ หากภาพดี เนื้อหาโดนใจ ก็จะทำให้ผู้บริโภคสนใจ และตัดสินใจซื้ออย่างง่ายดาย
การทำโฆษณา หรือการยิงโฆษณา ส่วนใหญ่มักมีจุดประสงค์เพื่อโปรโมท และเพิ่มยอดขาย โดยจะต้องเป็นการเสียเงินเพื่อที่จะทำ แต่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่าง
การโปรโมทสินค้าผ่านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งวิธีทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้ได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น
4.การจัดการเวลาที่ดี
ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมสินค้า การจัดส่ง รวมถึงการตอบคำถาม เพราะถ้าตอบเร็วตอบไว ยังไงก็ปัง หัวใจของการค้าขายออนไลน์คือการที่ผู้ซื้อสามารถติดต่อกับผู้ขายได้ตลอดเวลา เป็นส่วนช่วยในการสร้างความพึงพอใจเพื่อให้ลูกค้าจงรักภักดีกับสินค้าในระยะยาว
.
อยากให้การค้าออนไลน์ง่ายกว่าทำเอง Thaitrade ช่วยได้ เพราะเราคือแพลตฟอร์มทางการค้าขายออนไลน์ที่เน้นผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ไปไกลถึงต่างประเทศ.

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร


บริการออนไลน์จากกระทรวงพาณิชย์

BANNER จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด

    result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array
  • result=Array

BANNER จากสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์